ปัญหาที่เจอเกือบทุกโรงงานและทุกคลังคือ ตัวเลขในระบบไม่ตรงกับของบนชั้น ซึ่งทำให้ขายของที่ไม่มี สั่งซื้อของที่มีอยู่แล้ว และปิดงบไม่ลง บทความนี้อธิบายวิธีตั้งค่า Odoo Inventory ให้แก้ปัญหานี้ได้จริง
Odoo คิดเรื่องสต๊อกอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Odoo ต่างจากโปรแกรมสต๊อกทั่วไปคือแนวคิด double-entry สำหรับสินค้า ทุกการเคลื่อนไหวต้องมีต้นทางและปลายทางเสมอ ของไม่ได้ “หายไป” แต่ถูกย้ายจากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่ง
- ซื้อของเข้า คือย้ายจาก “ผู้ขาย” ไป “คลัง”
- ขายของออก คือย้ายจาก “คลัง” ไป “ลูกค้า”
- ของเสีย คือย้ายจาก “คลัง” ไป “ตำแหน่งของเสีย”
- ปรับยอด คือย้ายระหว่างคลังกับ “ตำแหน่งปรับปรุงสต๊อก”
ผลคือคุณตามรอยได้เสมอว่าของหายไปไหน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการทำให้สต๊อกตรง
ออกแบบโครงสร้างคลังให้ถูกตั้งแต่ต้น
ก่อนคีย์ข้อมูลใด ๆ ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
- มีกี่คลัง และแต่ละคลังมีหน้าที่อะไร
- ในแต่ละคลังแบ่งพื้นที่อย่างไร เช่น รับเข้า พร้อมขาย รอตรวจ ของเสีย
- ต้องแยกสินค้าฝากขายหรือสินค้าของลูกค้าออกจากสินค้าของบริษัทหรือไม่
- สินค้าตัวไหนต้องติดตาม Lot หรือ Serial
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือสร้างตำแหน่งจัดเก็บละเอียดเกินไปตั้งแต่วันแรก จนพนักงานคลังไม่อยากบันทึก ควรเริ่มจากโครงสร้างที่หยาบพอจะทำได้จริง แล้วค่อยละเอียดขึ้นเมื่อทีมชิน
เลือกวิธีรับ-ส่งของให้ตรงกับงานจริง
Odoo ให้เลือกจำนวนขั้นตอนได้
- รับของขั้นตอนเดียว ของเข้าคลังทันที เหมาะกับธุรกิจเล็กที่ไม่ต้องตรวจ
- รับของสองขั้นตอน รับเข้า แล้วค่อยเก็บเข้าที่ เหมาะกับคลังที่มีจุดตรวจรับ
- รับของสามขั้นตอน เพิ่มขั้นตรวจคุณภาพ เหมาะกับโรงงานหรือสินค้าที่ต้องตรวจก่อนใช้
ฝั่งส่งออกก็มีตั้งแต่หนึ่งถึงสามขั้นตอนเช่นกัน หลักการเลือกคือ ใช้ขั้นตอนน้อยที่สุดที่ยังควบคุมความเสี่ยงได้ ทุกขั้นตอนที่เพิ่มคือเวลาของพนักงานที่เพิ่มขึ้นจริง
Lot และ Serial ใช้เมื่อไร
Lot เหมาะกับสินค้าที่ผลิตเป็นรุ่น เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ ที่ต้องตามวันหมดอายุและเรียกคืนทั้งล็อตได้
Serial เหมาะกับสินค้าที่ต้องระบุชิ้นต่อชิ้น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการรับประกันรายเครื่อง
คำเตือนจากประสบการณ์คือ อย่าเปิด Lot/Serial กับสินค้าทุกตัวเพราะ “เผื่อไว้ก่อน” เพราะภาระงานบันทึกจะเพิ่มมหาศาลจนทีมเลิกใช้ ให้เปิดเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นจริง
การนับสต๊อกที่ทำให้ตัวเลขตรง
การนับปีละครั้งไม่พอสำหรับธุรกิจที่หมุนเวียนเร็ว วิธีที่ได้ผลกว่าคือ Cycle Count หรือการนับหมุนเวียน
- แบ่งสินค้าเป็นกลุ่ม A/B/C ตามมูลค่าและความถี่ในการเคลื่อนไหว
- กลุ่ม A นับบ่อยที่สุด เช่น เดือนละครั้ง
- กลุ่ม C นับปีละครั้งก็พอ
- ตั้งความถี่ในระบบเพื่อให้ Odoo เตือนอัตโนมัติ
ที่สำคัญกว่าการนับคือ การหาสาเหตุ ทุกครั้งที่ยอดไม่ตรง ควรบันทึกเหตุผลไว้ เช่น รับของแล้วไม่บันทึก เบิกไปใช้แล้วไม่ตัด หรือหน่วยนับผิด เมื่อรวบรวมได้สักเดือนจะเห็นชัดว่าปัญหาจริงอยู่ตรงไหน
จุดสั่งซื้อและการเติมสินค้าอัตโนมัติ
Odoo มีเครื่องมือเติมสินค้าสองแบบหลัก
Reordering Rule กำหนดจุดต่ำสุดและสูงสุดต่อสินค้าต่อคลัง เมื่อของเหลือต่ำกว่าจุดต่ำสุด ระบบจะเสนอสร้างใบขอซื้อหรือใบสั่งผลิตให้
Make to Order สั่งซื้อหรือผลิตเมื่อมีคำสั่งขายเข้ามาเท่านั้น เหมาะกับสินค้าราคาสูงหรือสั่งทำพิเศษ
การตั้งจุดสั่งซื้อควรอิงข้อมูลจริง คือยอดใช้เฉลี่ยต่อวันคูณด้วยระยะเวลารอสินค้า บวกสต๊อกเผื่อความผันผวน ไม่ใช่กำหนดจากความรู้สึก
ต้นทุนสินค้าและการเชื่อมกับบัญชี
ตั้งค่าที่ต้องตัดสินใจร่วมกับฝ่ายบัญชีคือ
- วิธีคิดต้นทุน Standard, Average หรือ FIFO
- การลงบัญชีสินค้าคงเหลือ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบเป็นงวด (Periodic)
- ต้นทุนแฝง (Landed Cost) สำหรับธุรกิจนำเข้า ที่ต้องกระจายค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า และค่าดำเนินการเข้าไปในต้นทุนสินค้า
สำหรับธุรกิจนำเข้าในไทย เรื่อง Landed Cost มีผลกับกำไรต่อสินค้ามาก ถ้าไม่ทำ ต้นทุนที่เห็นจะต่ำกว่าความจริงและทำให้ตั้งราคาผิด
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้สต๊อกไม่ตรง
- บันทึกย้อนหลังหลายวัน ทำให้ลำดับเหตุการณ์เพี้ยน
- หน่วยนับไม่สอดคล้อง เช่น ซื้อเป็นลัง ขายเป็นชิ้น แต่ไม่ตั้งค่าการแปลงหน่วย
- ของเสียหรือตัวอย่างแจกลูกค้าไม่ถูกบันทึก
- มีคลังเงา เช่น ของอยู่ในรถส่งของแต่ระบบยังนับเป็นในคลัง
- สิทธิ์การแก้ไขกว้างเกินไป จนใครก็ปรับยอดได้โดยไม่ต้องอนุมัติ
ทั้งห้าข้อแก้ได้ด้วยการออกแบบกระบวนการและสิทธิ์ผู้ใช้ ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์
สรุป
Odoo Inventory มีเครื่องมือครบสำหรับทำให้สต๊อกตรง แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับการออกแบบโครงสร้างคลังและวินัยการบันทึกมากกว่าตัวซอฟต์แวร์ เริ่มจากโครงสร้างที่เรียบง่าย ตั้งการนับหมุนเวียน และไล่หาสาเหตุทุกครั้งที่ยอดไม่ตรง
ปรึกษาเรา ถ้าอยากให้ช่วยออกแบบโครงสร้างคลังและกระบวนการรับ-จ่ายของให้เหมาะกับธุรกิจคุณ
คำถามที่พบบ่อย
Odoo รองรับหลายคลังและหลายสาขาไหม?
รองรับครับ คุณสร้างคลังได้ไม่จำกัด แต่ละคลังมีโครงสร้างตำแหน่งจัดเก็บย่อยของตัวเอง และตั้งกฎการเติมสินค้าระหว่างคลังได้ เช่น ให้สาขาดึงของจากคลังกลางอัตโนมัติเมื่อต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ
ต้นทุนสินค้าใน Odoo คิดแบบไหนได้บ้าง?
รองรับทั้ง Standard Price, Average Cost (AVCO) และ FIFO โดยตั้งค่าแยกตามหมวดสินค้าได้ ธุรกิจไทยส่วนใหญ่ใช้ Average หรือ FIFO ควรตกลงกับผู้สอบบัญชีก่อนตั้งค่าเพราะเปลี่ยนภายหลังยุ่งยาก
ใช้บาร์โค้ดกับ Odoo ต้องซื้ออะไรเพิ่ม?
ใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ดแบบ USB หรือบลูทูธทั่วไปได้เลย เพราะทำงานเหมือนแป้นพิมพ์ ส่วนแอปบาร์โค้ดบนมือถือที่ออกแบบมาเฉพาะอยู่ในชุด Enterprise หากใช้ Community สามารถใช้หน้าจอปกติร่วมกับเครื่องสแกนได้