OneBiz ERP

Odoo HR และเงินเดือนบริษัทไทย: อะไรมีให้ อะไรต้องทำเพิ่ม

Odoo ไม่มี payroll localization ของไทย บทความนี้สรุปว่าต้องทำอะไรเพิ่ม ทั้งประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ภ.ง.ด.1 OT ตามกฎหมายแรงงาน และควรทำในระบบเดียวหรือแยก

บุคคลและเงินเดือน อ่าน ~19 นาทีโดย ทีมงาน OneBiz ERP

คำถามที่เจอบ่อยเวลาคุยเรื่อง Odoo กับฝ่ายบุคคลคือ “แล้วทำเงินเดือนได้ไหม” คำตอบตรง ๆ คือ ทำได้ แต่ Odoo ไม่ได้ให้กฎหมายไทยมาให้ ซึ่งต่างจากงานขายหรือคลังสินค้าที่เปิดใช้แล้วทำงานได้เลย

บทความนี้อธิบายว่าอะไรมีให้ อะไรต้องทำเพิ่ม และควรตัดสินใจอย่างไรระหว่างทำในระบบเดียวกับแยกไปใช้โปรแกรมเฉพาะทาง

หมายเหตุ อัตรา เพดาน และกำหนดเวลาในบทความนี้อ้างอิงข้อมูลที่ตรวจสอบเมื่อกันยายน 2569 กฎหมายและประกาศเปลี่ยนแปลงได้ กรุณายืนยันตัวเลขที่เป็นปัจจุบันกับฝ่ายบุคคล ผู้สอบบัญชี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปตั้งค่าจริง

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อน: ไทยไม่อยู่ในรายชื่อ payroll localization

Odoo มีชุด payroll localization อย่างเป็นทางการให้บางประเทศ ซึ่งหมายถึงกฎการคำนวณภาษี เงินสมทบ และสวัสดิการของประเทศนั้นที่ Odoo ดูแลและอัปเดตให้เอง

ในเอกสารทางการของ Odoo 19 ประเทศที่มีให้ได้แก่ ออสเตรเลีย เบลเยียม บังกลาเทศ อียิปต์ ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน เคนยา ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มาเลเซีย เม็กซิโก โมร็อกโก เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย ซาอุดีอาระเบีย สโลวาเกีย สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐอเมริกา

ประเทศไทยไม่อยู่ในรายชื่อนี้

แปลว่าแอป Payroll ที่ติดมากับ Odoo เป็นเพียง โครงสำหรับสร้างกฎการคำนวณ (salary structure และ salary rules) ที่ยืดหยุ่นมาก แต่กฎหมายไทยทุกข้อต้องเขียนเอง หรือหาโมดูลจากผู้พัฒนาภายนอกมาใช้

นี่ไม่ใช่ข้อเสียของ Odoo แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อนตั้งงบ เพราะทำให้ขอบเขตงานฝั่งเงินเดือนต่างจากโมดูลอื่นอย่างสิ้นเชิง


ส่วนที่ Odoo ให้มาแล้วและใช้ได้เลย

ข่าวดีคืองาน HR ที่ไม่ผูกกับกฎหมายไทย Odoo ทำได้ดีตั้งแต่แรก

งาน สถานะ
ทะเบียนประวัติพนักงาน สัญญาจ้าง เอกสารแนบ ใช้ได้เลย
โครงสร้างองค์กร แผนก ตำแหน่ง สายบังคับบัญชา ใช้ได้เลย
ระบบลาและอนุมัติหลายระดับ ใช้ได้เลย ตั้งประเภทลาเองได้
บันทึกเวลาเข้าออก (Attendance) และ Kiosk ใช้ได้เลย
Timesheet ลงเวลาตามโครงการ ใช้ได้เลย
สรรหาและรับสมัครงาน (Recruitment) ใช้ได้เลย
ประเมินผลงาน (Appraisal) ใช้ได้เลย
เบิกค่าใช้จ่ายพนักงาน (Expenses) ใช้ได้เลย เชื่อมบัญชีอัตโนมัติ
การจัดการทรัพย์สินที่มอบให้พนักงาน ใช้ได้เลย

หลายบริษัทที่เราคุยด้วยได้ประโยชน์จากกลุ่มนี้ก่อนโดยยังไม่แตะเงินเดือนเลย ซึ่งเป็นการเริ่มที่ฉลาด เพราะเห็นผลเร็วและความเสี่ยงต่ำ


ส่วนที่ต้องทำเพิ่มทั้งหมด: กฎหมายไทย

1. ประกันสังคม มาตรา 33

อัตราเงินสมทบฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้างอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากค่าจ้างที่อยู่ในช่วงเพดานที่กำหนด

เพดานกำลังทยอยปรับขึ้นเป็นขั้นบันได ซึ่งเป็นเรื่องที่ระบบต้องรองรับ

ช่วงปี เพดานค่าจ้าง เงินสมทบสูงสุดต่อเดือน (ฝ่ายละ)
ก่อนหน้านี้ 15,000 บาท 750 บาท
2569–2571 17,500 บาท 875 บาท
2572–2574 20,000 บาท 1,000 บาท
2575 เป็นต้นไป 23,000 บาท 1,150 บาท

บทเรียนเชิงออกแบบระบบ: เพดานและอัตราต้องเก็บเป็นค่าที่ตั้งได้พร้อม วันที่มีผลบังคับ ไม่ใช่เขียนตัวเลขตายลงไปในสูตรคำนวณ เพราะจากตารางข้างบนจะเห็นว่าค่านี้เปลี่ยนอีกอย่างน้อยสองครั้งในสิบปีข้างหน้า ระบบที่ hard-code ไว้จะต้องแก้โค้ดทุกครั้ง และที่แย่กว่านั้นคือคำนวณสลิปย้อนหลังของปีเก่าออกมาผิด

นี่เป็นหลักการเดียวกับที่ใช้กับ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเป็นสิ่งที่แยกระบบที่ออกแบบดีออกจากระบบที่เขียนให้เสร็จ ๆ ไป

2. กองทุนเงินทดแทน

นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว อัตราอยู่ที่ประมาณ 0.2–1.0% ของค่าจ้าง ขึ้นกับประเภทกิจการและระดับความเสี่ยง ซึ่งแปลว่าระบบต้องเก็บอัตรานี้เป็นค่าตั้งของบริษัท ไม่ใช่ค่าคงที่

การยื่นเป็นแบบรายปี ใช้แบบ กท.20ก ยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยอ้างอิงค่าจ้างจริงตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคมของปีก่อน และชำระเงินสมทบส่วนต่างภายในวันที่ 31 มีนาคม

สิ่งที่ระบบควรทำให้คือ รายงานสรุปค่าจ้างรวมทั้งปี ที่ตรงกับนิยามค่าจ้างที่ใช้ยื่น กท.20ก โดยไม่ต้องให้ฝ่ายบุคคลมานั่งรวมจากสลิปทีละเดือน

3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ ภ.ง.ด.1

นี่คือส่วนที่ซับซ้อนที่สุดของงานเงินเดือนไทย เพราะไม่ใช่การหักเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว

วิธีที่ใช้กันคือประมาณการเงินได้ทั้งปีแล้วเฉลี่ย โดยระบบต้องคำนวณเงินได้ที่คาดว่าจะได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหารเฉลี่ยเป็นรายเดือน จากนั้นปรับใหม่ทุกครั้งที่เงินได้เปลี่ยน เช่น มีโบนัสหรือปรับเงินเดือนกลางปี

องค์ประกอบที่ระบบต้องเก็บและคำนวณ

  • หักค่าใช้จ่าย สำหรับเงินได้ประเภทเงินเดือน คำนวณ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนอื่น ที่พนักงานแจ้ง เช่น คู่สมรส บุตร บิดามารดา เบี้ยประกัน กองทุนต่าง ๆ
  • เงินสมทบประกันสังคม ที่หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง
  • อัตราภาษีก้าวหน้า ตามขั้นเงินได้สุทธิ

กำหนดยื่น

แบบ เนื้อหา กำหนด
ภ.ง.ด.1 สรุปการหักภาษีเงินเดือนรายเดือน ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
ภ.ง.ด.1ก สรุปทั้งปีของพนักงานทุกคน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป
หนังสือรับรองการหักภาษี ให้พนักงานใช้ยื่นภาษีของตัวเอง ออกให้เมื่อสิ้นปีภาษี

เคสที่ยากที่สุด: นายจ้างออกภาษีให้ ถ้าบริษัทตกลงว่าจะออกภาษีให้พนักงาน ภาษีที่นายจ้างจ่ายจะกลายเป็นเงินได้ของพนักงานอีกทอดหนึ่ง ทำให้ต้องคำนวณวนจนตัวเลขลงตัว ระบบที่ใช้สูตรตรง ๆ ทำไม่ได้ ถ้าบริษัทคุณมีข้อตกลงแบบนี้ ให้ถามข้อนี้กับผู้ให้บริการเป็นข้อแรก ๆ เพราะเป็นตัวคัดกรองที่ดีมาก

4. ค่าล่วงเวลาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

อัตราที่ระบบต้องรองรับ

กรณี อัตราต่อชั่วโมง
ล่วงเวลาในวันทำงานปกติ ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า
ทำงานในวันหยุด — ลูกจ้างรายเดือน (ได้ค่าจ้างวันหยุดอยู่แล้ว) เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า
ทำงานในวันหยุด — ลูกจ้างรายวัน ไม่น้อยกว่า 2 เท่า
ล่วงเวลาในวันหยุด (เกินเวลาทำงานปกติ) ไม่น้อยกว่า 3 เท่า

ความยากไม่ได้อยู่ที่ตัวคูณ แต่อยู่ที่ การตัดสินว่าชั่วโมงไหนเข้าเงื่อนไขไหน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลปฏิทินวันหยุดของบริษัท ตารางกะ และเวลาเข้าออกจริง ระบบต้องเชื่อมสามอย่างนี้เข้าด้วยกันให้ถูกก่อน แล้วตัวคูณจึงจะมีความหมาย

ถ้าบริษัทมีกะหมุนเวียนหรือทำงานข้ามเที่ยงคืน ความซับซ้อนจะเพิ่มอีกหลายเท่า และเป็นสัญญาณว่าควรพิจารณาโปรแกรมเงินเดือนเฉพาะทาง

5. ค่าชดเชยเลิกจ้าง

ระบบควรคำนวณให้ได้เพื่อใช้ประเมินภาระผูกพันและตอนเกิดเหตุจริง อัตราตามอายุงาน

อายุงานต่อเนื่อง ค่าชดเชย (อัตราค่าจ้างสุดท้าย)
ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี 30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี 90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี 180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี 240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี 300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป 400 วัน

6. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ถ้าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ระบบต้องรองรับ

  • อัตราสะสมฝั่งพนักงานที่เลือกได้เป็นรายบุคคล
  • อัตราสมทบฝั่งนายจ้างที่มักผูกกับอายุงาน
  • การส่งข้อมูลให้บริษัทจัดการกองทุนตามรูปแบบไฟล์ที่กำหนด
  • การนำเงินสะสมไปหักลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไข

7. เอกสารและการนำส่ง

  • สลิปเงินเดือนภาษาไทย ที่แสดงรายการครบและอ่านเข้าใจง่าย พร้อมส่งทางอีเมลแบบมีรหัสผ่าน
  • ไฟล์นำส่งประกันสังคม ตามรูปแบบที่ระบบ e-Service รับ
  • ไฟล์โอนเงินเข้าธนาคาร ตามรูปแบบของธนาคารที่บริษัทใช้ ซึ่งแต่ละธนาคารไม่เหมือนกัน
  • รายงานสำหรับยื่น ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก

ข้อที่คนประเมินต่ำที่สุดคือไฟล์โอนเงินธนาคาร เพราะดูเหมือนงานเล็ก แต่ต้องทำแยกตามธนาคาร และรูปแบบเปลี่ยนเป็นระยะ


ทำใน Odoo หรือแยกไปโปรแกรมเงินเดือน

ไม่มีคำตอบที่ถูกสำหรับทุกบริษัท ใช้ตารางนี้ประเมิน

สถานการณ์ของคุณ แนวโน้มที่เหมาะ
พนักงานน้อยกว่าราว 50 คน โครงสร้างค่าตอบแทนตรงไปตรงมา ทำใน Odoo คุ้ม
ทุกคนเป็นพนักงานรายเดือน เวลาทำงานคงที่ ทำใน Odoo คุ้ม
ให้ค่ากับการมีข้อมูลพนักงานชุดเดียวเชื่อมกับ Timesheet และต้นทุนโครงการ ทำใน Odoo คุ้ม
มีพนักงานหลายร้อยคน หลายกะ หมุนเวียน โปรแกรมเฉพาะทางมักคุ้มกว่า
โครงสร้างเงินได้ซับซ้อน มีเบี้ยหลายประเภท คอมมิชชันหลายสูตร โปรแกรมเฉพาะทางมักคุ้มกว่า
ต้องการให้มีคนตามแก้กฎหมายให้อัตโนมัติ ไม่อยากรับความเสี่ยงเอง โปรแกรมเฉพาะทางมักคุ้มกว่า
มีการจ้างหลายนิติบุคคลและโอนย้ายพนักงานข้ามบริษัท ประเมินเป็นรายกรณี

ถ้าเลือกแยก ให้เชื่อมอย่างไร

รูปแบบที่ใช้ได้ผลและเรียบง่ายที่สุดคือ ให้ Odoo เป็นแหล่งข้อมูลพนักงานหลัก ส่วนโปรแกรมเงินเดือนทำหน้าที่คำนวณ แล้วส่งกลับมาเฉพาะสิ่งที่บัญชีต้องการ

Odoo (ต้นทาง)          →  โปรแกรมเงินเดือน
  ทะเบียนพนักงาน            คำนวณสลิป ภาษี ประกันสังคม
  โครงสร้างองค์กร           ออกไฟล์นำส่งและไฟล์ธนาคาร
  ข้อมูลการลา
  เวลาเข้าออก / OT
                        ←  ส่งกลับ
                             สมุดรายวันค่าใช้จ่ายเงินเดือน
                             ต้นทุนแรงงานแยกตามแผนกหรือโครงการ

หลักสำคัญคืออย่าให้ข้อมูลพนักงานมีสองแหล่งที่แก้ได้ทั้งคู่ เลือกให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูล แล้วอีกฝั่งอ่านอย่างเดียว มิฉะนั้นภายในหกเดือนคุณจะมีพนักงานที่ลาออกไปแล้วในระบบหนึ่ง แต่ยังอยู่ในอีกระบบ


แผนเริ่มต้นที่ความเสี่ยงต่ำ

ถ้ายังไม่แน่ใจ อย่าเริ่มที่เงินเดือน ให้ทำตามลำดับนี้

เฟส 1 — ของที่ใช้ได้เลย (2–4 สัปดาห์) ทะเบียนพนักงาน โครงสร้างองค์กร ระบบลาและการอนุมัติ เห็นผลเร็ว ความเสี่ยงต่ำ และทำให้ทีมคุ้นกับระบบ

เฟส 2 — เวลาทำงาน (3–6 สัปดาห์) บันทึกเวลาเข้าออก ปฏิทินวันหยุด ตารางกะ และการคำนวณชั่วโมง OT ตามเงื่อนไข ยังไม่ต้องแตะเงิน แต่ได้ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบของเงินเดือนไว้ก่อน

เฟส 3 — เงินเดือน (ประเมินตามผลของเฟส 2) พอถึงตรงนี้คุณจะรู้แล้วว่าเคสเวลาทำงานของบริษัทซับซ้อนแค่ไหน ซึ่งเป็นตัวชี้ที่แม่นที่สุดว่าควรทำใน Odoo ต่อ หรือแยกไปโปรแกรมเฉพาะทาง

การเรียงแบบนี้ทำให้คุณตัดสินใจข้อที่ยากที่สุดตอนที่มีข้อมูลมากที่สุด แทนที่จะเดาตั้งแต่วันแรก


เช็กลิสต์ก่อนเริ่มงานเงินเดือน

  • ยืนยันแล้วว่าจะทำใน Odoo หรือแยก และเหตุผลเขียนเป็นเอกสาร
  • เพดานและอัตราประกันสังคมเก็บเป็นค่าตั้งพร้อมวันที่มีผลบังคับ
  • อัตรากองทุนเงินทดแทนของบริษัทถูกต้องตามประเภทกิจการ
  • วิธีคำนวณภาษีตกลงกับผู้สอบบัญชีแล้ว รวมกรณีโบนัสและปรับเงินเดือนกลางปี
  • ตัดสินแล้วว่าต้องรองรับกรณีนายจ้างออกภาษีให้หรือไม่
  • ปฏิทินวันหยุดบริษัทและตารางกะตั้งครบก่อนคำนวณ OT
  • ไฟล์นำส่งประกันสังคมทดสอบกับระบบจริงแล้ว
  • ไฟล์โอนเงินทดสอบกับธนาคารที่ใช้จริงแล้วทุกธนาคาร
  • สลิปเงินเดือนผ่านการตรวจของฝ่ายบุคคลและพนักงานตัวอย่าง
  • คำนวณคู่ขนานกับระบบเดิมอย่างน้อย 2 เดือนก่อนตัดระบบเก่า
  • สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนจำกัดเฉพาะผู้ที่ควรเห็น
  • มีแผนสำรองข้อมูลและการเข้าถึงย้อนหลังตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อคำนวณคู่ขนานสองเดือนเป็นข้อที่คนอยากข้ามที่สุดและเป็นข้อที่ห้ามข้ามที่สุด เงินเดือนผิดหนึ่งรอบสร้างความเสียหายกับความไว้วางใจของพนักงานมากกว่าที่ระบบไหนจะชดเชยได้


สรุป

Odoo ทำงาน HR ที่ไม่ผูกกับกฎหมายไทยได้ดีมากตั้งแต่วันแรก ทั้งทะเบียนพนักงาน การลา การอนุมัติ เวลาเข้าออก และการเบิกค่าใช้จ่าย ส่วนงานเงินเดือนต้องยอมรับตั้งแต่ต้นว่า ไม่มี localization ของไทยให้ และกฎหมายไทยทั้งหมดเป็นงานที่ต้องทำเพิ่ม

วิธีตัดสินใจที่ปลอดภัยที่สุดคือเริ่มจากสองเฟสแรกที่ความเสี่ยงต่ำ แล้วค่อยตัดสินเรื่องเงินเดือนเมื่อรู้แล้วว่าเคสเวลาทำงานของบริษัทซับซ้อนแค่ไหน

อยากให้เราช่วยประเมินว่าเคสของคุณควรทำในระบบเดียวหรือแยก ทักมาคุยกันได้ หรืออ่านต่อเรื่อง ค่าใช้จ่ายวางระบบ Odoo ในไทย เพื่อดูว่างานส่วนนี้กระทบงบอย่างไร

คำถามที่พบบ่อย

Odoo มีระบบเงินเดือนสำหรับประเทศไทยให้มาเลยไหม?

ไม่มีครับ Odoo มี payroll localization อย่างเป็นทางการให้เฉพาะบางประเทศ และประเทศไทยไม่อยู่ในรายชื่อนั้น แอป Payroll ที่ติดมาเป็นเพียงโครงสำหรับสร้างกฎการคำนวณเอง ส่วนกฎหมายไทยทั้งหมดตั้งแต่ประกันสังคม ภาษีเงินได้ ไปจนถึงค่าล่วงเวลา ต้องสร้างกฎขึ้นเองหรือใช้โมดูลจากผู้พัฒนาภายนอก

ควรทำเงินเดือนใน Odoo หรือใช้โปรแกรมเงินเดือนแยก?

ขึ้นกับขนาดและความซับซ้อน ถ้าพนักงานไม่มาก โครงสร้างค่าตอบแทนตรงไปตรงมา และคุณให้ค่ากับการมีข้อมูลชุดเดียว การทำใน Odoo คุ้ม แต่ถ้ามีพนักงานหลายร้อยคน มีกะหลายแบบ หรือโครงสร้างเงินได้ซับซ้อน โปรแกรมเงินเดือนเฉพาะทางที่ตามกฎหมายให้อัตโนมัติมักคุ้มกว่า แล้วเชื่อมข้อมูลกลับเข้า Odoo เฉพาะรายการบัญชี

เพดานประกันสังคมปี 2569 เปลี่ยนแล้วใช่ไหม?

ใช่ครับ เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณปรับขึ้นจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดฝั่งลูกจ้างเพิ่มจาก 750 เป็น 875 บาทต่อเดือน และมีแผนปรับขึ้นอีกเป็นระยะในปีถัด ๆ ไป ระบบเงินเดือนที่ออกแบบดีจึงต้องเก็บเพดานเป็นค่าที่ตั้งได้พร้อมวันที่มีผลบังคับ ไม่ใช่เขียนตายลงไปในสูตร

ระบบต้องรองรับกรณีนายจ้างออกภาษีให้พนักงานไหม?

ถ้าบริษัทของคุณมีข้อตกลงแบบนั้นก็ต้องรองรับครับ การคำนวณกรณีนายจ้างออกภาษีให้ต้องคำนวณย้อนกลับเพราะภาษีที่นายจ้างจ่ายกลายเป็นเงินได้ของพนักงานอีกทอด ต้องคำนวณวนจนลงตัว เป็นโจทย์ที่สูตรง่าย ๆ ทำไม่ได้ และเป็นข้อที่ควรถามผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจเสมอ

#odoo hr#odoo payroll#เงินเดือน#ประกันสังคม#ภ.ง.ด.1#โปรแกรมเงินเดือน
ทีมงาน OneBiz ERP

ทีมที่ปรึกษาและนักพัฒนา Odoo ของ บริษัท วัน บิซ โซลูชั่น จำกัด เราวางระบบ ERP ให้ธุรกิจไทยหลายอุตสาหกรรม และเขียนบทความเหล่านี้จากปัญหาที่เจอหน้างานจริง

คุยกับทีมงาน
อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นวันนี้

คุยกับผู้เชี่ยวชาญ Odoo ก่อนตัดสินใจ

ให้เราช่วยประเมินว่าธุรกิจคุณเหมาะกับ Odoo หรือไม่ ต้องใช้โมดูลไหน และงบประมาณคร่าว ๆ เท่าไร — ปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย